การสร้างปราสาทศพพระสงฆ์ในล้านนา
การสร้างปราสาทศพเพื่อใช้ประกอบการปลงศพพระสงฆ์ในล้านนาเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อใด ไม่มีหลักฐานแน่ชัดเป็นแต่เพียงการสันนิษฐานตามเอกสารตำราที่มีการจดบันทึกไว้และการตีความของนักวิชาการที่สนใจในการศึกษาค้นคว้า จากการศึกษาพอจะสรุปได้ว่า เมื่อล้านนาและรัฐฉานได้รับอิทธิพลการสร้างปราสารทศพต่างบนสัตวหิมพานตจากพมามาตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 22 โดยเฉพาะเมืองเชียงแสนที่ ปรากฏมี การปลงพระศพเจาฟ้าเมืองเชียงแสนและครูบามหาเถระในรูปแบบนี้อยู่อย่างสม่ำเสมอ (ภูเดช แสนสา.2556 : 24-25) นอกจากนั้นล้านนาได้ส่งผ่านวัฒนธรรมการปลงศพต่างบนหลังนกหัสดีลิงค์ไปถึงราชสำนักล้านช้าง ดังจะเห็นการเกิดวัฒนธรรมร่วมในการปลงศพของทั้ง พม่า ล้านช้าง และล้านนา ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองของล้านนาที่ได้รับวัฒนธรรมราชสำนักสยามเข้ามา ทำให้วัฒนธรรมการปลงศพในล้านนาถูกแทนที่ด้วยการทำเมรุ และการใส่โกศจากราชสำนักสยาม นับตั้งแต่นั้นมาแทนการปลงศพเจ้านายโดยการใช้ปราสาทนกหัสดีลิงค์ได้ถูกยกเลิกลงไปโดยปริยาย แต่ถูกแทนที่โดยการปลงศพพระมหาเถระผู้ทรงสมณะศักดิ์และอายุพรรษามาก แทนการปลงศพเจ้านาย ซึ่งวัฒนธรรมการปลงศพพระสงฆ์ต่างบนหลังนกหัสดีลิงค์ในปัจจุบันยังคงมีการยึดถือกันอยู่อย่างแพร่หลายในดินแดนล้านนา
ศรีเลา เกสรพรหม (อ้างในพระมหาจรัญ จิตฺตสํวโร.2553) ได้กล่าวไว้ในหนังสือเรื่องประเพณีชีวิตคนเมือง ว่าตามธรรมเนียมของชาวล้านนา นอกเหนือจากการกำหนดความสำคัญของพระภิกษุด้วยชั้นยศหรือสมณศักดิ์การปกครองสงฆ์ ตามอย่างฝ่ายปกครองบ้านเมืองแล้ว พระภิกษุสำคัญหรือพระสงฆ์ที่เป็นผู้อาวุโส มีอายุพรรษามากบางรูป อาจได้รับการนับถือจากศรัทธาประชาชนทำพิธีกรรม “ฮดสรง” ยกย่องให้เป็น “ครูบาสังฆะ” ในปัจจุบัน การทำปราสาทศพพระสงฆ์ ใช้วิธีการ 2 แบบ คือ
1. ถวายเพลิงศพลากปราสาทธรรมดา
2. ถวายแบบขอพระราชทานเพลิงศพ
โดยอาจารย์ศรีเลา เกสรพรหม ได้อธิบายเพิ่มเติมถึงแนวคิดในการสร้างปราสาทศพของพระสงฆ์ในล้านนาไว้กล่าวโดยสังเขปดังนี้ พระภิกษุที่บวชในพระพุทธศาสนาไม่ยอมสึก อุทิศชีวิตแด่พระศาสนา เรียกกันว่า “ตายกับวัด” ยิ่งถ้าตายเมื่ออายุพรรษามาก เป็นครูบาสังฆะ การจัดพิธีศพก็จักทำใหญ่โต ถ้าตายก่อนเข้าพรรษา หรือในพรรษา จะเก็บศพไว้ปลงศพในหน้าแล้ง ประมาณเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน แต่ถ้าตายหลังจากออกพรรษาแล้ว จะเก็บศพไว้ก่อน จะปลงศพประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนกำหนดการเก็บศพ หรือกำหนดการเผาศพนี้ไม่มีระยะที่แน่นอน สุดแล้วแต่กรรมการศรัทธาของแต่ละวัดจะตกลงกัน การจัดการศพ เมื่อพระสงฆ์มรณภาพลงชาวบ้านจะทำ “พิธีห้างลอย” คล้ายกับพิธีชาวบ้าน แต่พิธีกรรมจะมีความนอบน้อมและละเอียดกว่าบางแห่งใช้น้ำผึ้งเทลงไปในปากเพื่อการเก็บรักษาศพไม่ให้เน่าเหม็น โดยเทน้ำผึ้งให้ไหลลงคอไปจนกว่าน้ำผึ้งจะไม่ลงแล้ว บางแห่งไม่กรอกน้ำผึ้ง เพราะเชื่อว่าพระสงฆ์ผู้มีอายุพรรษามากมักจะสูตรเรียน คาถาเทวทูตทั้ง 5 เมื่อตายลงจะไม่เน่าเหม็น ยิ่งเป็นพระภิกษุที่มีร่างกายซูบผอมด้วยแล้วการเน่าเหม็นจะมีน้อย เมื่อกรอกน้ำผึ้งแล้ว จะฉีกผ้าจีวรหรือสบงของพระให้เป็นผืนเล็กยาว พันทับร่างกาย แยกเป็นขาเป็นแขน แล้วจึง จะนำใส่โลงศพ ทำพิธีเทศน์สวดทำบุญ 7วันแล้วจึงปิดศพไว้ในระหว่างที่ปิดศพไว้นั้น ทางคณะกรรมการศรัทธาชาวบ้านจะเปิดฝาหีบตรวจดูเป็นระยะโดยตลอด บางที 1 เดือน หรือ 2 เดือน ถ้าศพมีน้ำเหลืองมาก ผู้ดูแลศพจะเอาผ้าที่พันศพออกเปลี่ยนผ้าพันใหม่ และบางครั้งอาจจะเปลี่ยนขี้เถ้าฟางที่รองก้นหีบศพด้วยในกรณีพระภิกษุมรณภาพในโรงกุฏิใหม่ มีธรรมเนียมอยู่ว่า พระภิกษุครูบาสังฆะผู้ได้ขึ้นอยู่กุฏิใหม่ที่ศรัทธาเขาสร้างถวายและได้กรวดน้ำถวายให้แล้ว เมื่อครูบาสังฆะตายลง การยกศพออกจากกุฏิเพื่อจะทำการปลงศพ ให้เปิดฝาด้านทิศตะวันออกแล้วนำศพลงด้านนั้น แต่ถ้ากุฏิหลังใหม่นั้น ศรัทธาผู้เป็นเจ้าของยังไม่ได้กรวดน้ำถวาย พระภิกษุตายก่อน ให้นำศพลงทางบันได้ได้ตามปกติ ระหว่างที่ศพยังตั้งอยู่ในวัด หากมีการทำบุญต่าง ๆ เช่นงานขึ้นบ้านใหม่ งานบวชเณรบวชพระ งานฟังเทศน์กลางพรรษา งานสลากภัตร ที่จัดขึ้นในวัดนั้น ทางเจ้าภาพจะจัดเครื่องไทยทาน อาหาร ถวายแด่ศพพระภิกษุนั้นด้วย ถือว่าศพยังมีหุ้นส่วนหรือส่วนแบ่งในกิจการต่าง ๆต้องนับเอาศพพระรูปนั้นเทียบเท่ากับพระภิกษุอีก 1 รูป เมื่อใกล้กำหนดวันประชุมเพลิง 2-3 เดือนทางคณะกรรมการของวัดจะไปติดต่อว่าจ้างการทำปราสาทใส่ศพ ซึ่งจะมีการเลือกเฟ้นช่างที่มีฝีมือถือเป็นงานที่ละเอียดประณีตเมื่อ 40-50 ปีก่อน ช่างทำปราสาทศพที่มีฝีมือจะอยู่ตามวัด ช่างทำจะเป็นพระภิกษุในวัด การทำปราสาทศพของพระภิกษุ ที่มีอายุมากจะใช้เวลาในการทำอย่างน้อย 1 เดือน ปราสาทจะมีขนาดใหญ่และสูง ตั้งอยู่บนหลังนกหัสดีลิงค์ ที่มีหัวเป็นช้างมีงวงมีงา ส่วนล่างจะใช้ต้นมะพร้าวหรือต้นตาล 2 ท่อน วางรับส่วนประกอบของปราสาททั้งหมด ต้นมะพร้าว 2 ท่อนนี้เรียกกันว่า “แม่เรือ”การตั้งศพบำเพ็ญกุศล ก่อนที่จะประชุมเพลิง นิยมตั้งก่อนเผา 7 วัน กลางวันและกลางคืนจะมีศรัทธาชาวบ้านมาร่วมฟังเทศน์ฟังสวดทุกคืน บางคนจะรับเป็นเจ้าภาพผ้าบังสุกุล บางคนรับเป็นเจ้าภาพฟืนที่จะเผาฟืนที่จะเผาพระภิกษุ จะเลือกเอาไม้ที่แข็งแกร่งตัดเป็นท่อนประมาณ 50 ซม. แล้วผ่าให้เป็นกีบ ๆ ขนาดพองามถากเอาเปลือกออก ตากแดดให้แห้งแล้วใช้ขมิ้นทาให้มีสีเหลืองในระหว่างที่ตั้งศพอยู่จะมีเครื่องดนตรีพื้นเมืองแห่ทุกคืน ในเวลากลางคืนหลังจากที่เทศน์และสวดจบมีการจุด “บอกไฟดาว” ขึ้นบนทิ้งฟ้า เสียงดังสนั่น มีแสงเป็นดวงเหมือนมีดาวขนาดใหญ่ตกลงมาวันที่นำศพไปฌาปนกิจ หรือวันประชุมเพลิงจะมีชาวบ้านศรัทธาร่วมกันลากศพเป็นจำนวนมาก ศรัทธาต่างหมู่บ้าน ต่างตำบล ต่างอำเภอ เมื่อทราบข่าวจะพากันมาทำบุญและลากศพถือกันว่าถ้าใครได้ลากศพครูบาสังฆะจะได้บุญมากสถานที่และเวลาปลง (เผา) ศพครูบาสังฆะ ส่วนมากจะจัดเผากลางทุ่งนา ซึ่งทางเจ้าของที่นาจะยินดีไม่ขัดข้อง เพราะถือว่าจะได้บุญด้วย ทางที่จะลากศพไปนั้นมีการถากถางให้เรียบ ตรงไหนเป็นคันนาจะขุดออก ตรงจุดที่จะเผาเก็บกวาดให้สะอาด ใช้ไม้ไผ่ซางลำที่สวยตรงและยาวที่สุด 4 ลำ ฝังไว้ 4 มุม ตรงที่จะเผา ส่วนบนจะใช้ผ้าจีวรขึงเป็นเพดาน เรียกว่า “ผ้าพิดาน” เมื่อนิยมเผากลางทุ่งนา ดังนั้น ศพพระสงฆ์จึงเลือกเผาในเดือนที่เสร็จจากการเก็บเกี่ยวแล้วเมื่อถึงเวลาจัดขบวนชักลาก (ส่ง) ศพ จะใช้เชือกขนาดใหญ่และยาว 2 เส้น ผูกกับไม้แม่เรือคือต้นมะพร้าวข้างละ 1 เส้น ใต้ปีกของนกหัสดีลิงค์มีช่องเปิดเข้าไปในตัวนก ให้คนเข้าไปอยู่ประจำข้างใน เพื่อดึงเชือกให้หัวนกหันซ้ายหันขวา ปีกขยับขึ้นขยับลง งวงม้วนขึ้นและตักเอาข้าวตอกโปรยไปข้างหน้า คือ ต้องการให้เหมือนนกมีชีวิตจิตใจ ข้างหน้าของขบวนเป็นตุงสามหางถัดมาเป็นพระภิกษุสามเณร ขบวนผู้ถือผ้าไตร ผ้าบังสุกุล ถือข้าวตอกดอกไม้ จากนั้นก็เป็นขบวนผู้ถือเชือกลากศพ ขบวนที่ต่อหลังปราสาทศพเป็นหมู่แห่เครื่องดนตรี ด้านหน้าขบวนพระภิกษุสามเณรจะมีคนตีพานเสียงจะดังปาง ๆ พานมีลักษณะคล้ายฆ้องแต่บางกว่า มีปุ่มตรงกลาง ใช้ตีเวลานาคเดินเข้าโบสถ์ในการอุปสมบท บนปราสาทจะมีคนนุ่งขาวห่มขาว 5 คน ยืนดูข้าวของที่อยู่บนหีบศพไม่ให้ร่วงตกลงในเวลาศพเคลื่อนไป ด้านหน้ามีคนถือธงสัญญาณอันหนึ่ง คอยส่งสัญญาณให้ผู้ที่ชักลากรู้ว่าต้องการให้หยุดหรือให้เคลื่อนไปข้างหน้า ลักษณะเป็นการลื่นไหลด้วยแรงคนพึงจำนวนมาก ในระหว่างที่ลากศพออกไป นกหัสดีลิงค์จะใช้งวงโปรยข้าวตอกไปตลอดทาง ปีกขยับเหมือนกำลังบินอยู่บนอากาศฉันนั้น เสียงของพานที่ตีจะดังเป็นจังหวะไปตลอดทาง ใช้เวลาในการชักลากประมาณ 1-2 ชั่วโมง เมื่อลากไปถึงจุดหมายปลายทาง รอให้คนพักหายเหนื่อยแล้ว จะนิมนต์พระสงฆ์มาชักผ้าบังสุกุล การเผาพระภิกษุจะไม่ยกหีบศพลงมาอาบน้ำหรือผ่าหีบเหมือนกับฆราวาส เมื่อถึงเวลาเผาจะมีการจุด “บอกไฟหล่อ” คือใช้บ้องไฟขนาดเล็กยาวประมาณ 30 ซม.บ้องไฟนั้นส่วนล่างมีล้อ2 ล้อ ด้านบนมักจะทำเป็นรูปสัตว์ เช่น รูปสัตว์ประจำปีเกิดของพระภิกษุที่ตายไป เป็นต้น เมื่อเอาบอกไฟวางพื้นจุดฉนวนแล้ว บอกไฟจะเคลื่อนออกจากฐานจุดซึ่งอยู่ห่างจากปราสาทประมาณ 50 เมตร พุ่งเสยขึ้นไปชนเอาปราสาท ศพหนึ่งจะใช้บอกไฟหล่อเป็นสิบ ๆ กระบอก พุ่งไปชนปราสาทบ้าง พุ่งผ่านด้านข้างปราสาทไปบ้าง กระบอกใดที่ชนเข้าไปในปราสาทก็จะเกิดไฟลุกขึ้นเป็นการเผาศพ ครั้นปราสาทติดไฟไหม้แล้ว คนที่มาชักลากก็จะทยอยกลับ บางคนรอดูว่าผ้าที่ขึงเพดานจะไหม้หรือไม่ เชื่อกันว่า ถ้าผ้าเพดานไม่ไหม้ไฟ พระภิกษุที่ตายมีบุญมากชาวบ้านจะขอแบ่งเอาผ้านั้นคนละนิดละหน่อยเพื่อเก็บไว้บูชานับจากวันเผาศพไป 3 วัน หรือ 7 วัน จะเก็บกระดูกมาทำบุญที่วัดอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงก่อกู่บรรจุกระดูกเก็บไว้ในวัดต่อไป สำหรับศพของพระสงฆ์ที่มีอายุพรรษามาก หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นครูบาสังฆะดังกล่าวข้างต้น เวลามรณภาพ ก็จะมีการสร้างปราสาทนกหัสดีลิงค์ ซึ่งได้รวบรวมมาเพื่อให้เกิดความเข้าใจในการสร้างปราสาทดังกล่าว จึงขอกล่าวถึงที่มาของปราสาทดังต่อไปนี้ชนชั้นสูง เจ้านาย หรือพระเถระชั้นผู้ใหญ่ งานพิธีการส่งศพ จะเรียกว่าพิธีการส่งสการดังที่กล่าวมา ซึ่งมีขั้นตอนหลักคล้ายกับพิธีการของชาวบ้านและสามัญชนโดยทั่วไป หากแต่มีรายละเอียดที่สลับซับซ้อนกว่า ต้องใช้ทรัพยากร ฝีมือ แรงงานและใช้เวลาในการจัดเตรียมมากพอสมควร ดังนั้น ประเพณีการส่งสการเจ้านาย หรือพระสงฆ์ พระเถระชั้นผู้ใหญ่นั้นจะต้องมีการตระเตรียมวางแผนเป็นอย่างดีเมื่อพระเถระสำคัญสิ้นลง จะมีพิธีอาบน้ำร่างผู้วายชนม์ เปลี่ยนชุดเครื่องแต่งกายแบบเต็มยศ หรือเสื้อผ้าอาภรณ์ชั้นดี หรืออาจมีการปิดทองคำห่อหุ้มร่างนั้นเอาไว้ ก่อนพิธีรดน้ำศพและการขอขมาศพ ร่างนั้นจะถูกพันห่อด้วยผ้าเนื้อดีหลายชั้น บรรจุไว้ในโลงที่ทำขึ้นมาอย่างวิจิตรสวยงามจัดตั้งไว้อย่างเป็นทางการภายในหอหลวง หรือวิหารสำหรับการประกอบพิธีการในระยะยาว ชาวล้านนานั้นนิยมเก็บศพเจ้านาย ชนชั้นสูง และพระเถระองค์สำคัญไว้เป็นแรมปี หรือในบางกรณีเก็บไว้หลายปี นัยว่าเพื่อกราบไหว้บูชารำลึกถึงบุญคุณสำหรับญาติพี่น้อง ญาติโยม ศิษยานุศิษย์ และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการจัดพิธีการส่งสการอย่างถูกต้องตามประเพณี และเพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ ชาวล้านนาจึงนิยมสร้างปราสาทนกหัสดีลิงค์บรรจุศพถวายพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่อย่างสมเกียรติ
พระมหาจรัญ จิตฺตสํวโร (กันธิมา).(2553).ได้ศึกษาเรื่องการศึกษาแนวคิดความเชื่อเชิงวัฒนธรรมในการสร้างปราสาทศพ ของชาวพุทธล้านนาประวัติความเป็นมาของการสร้างปราสาทศพของชาวพุทธล้านนา พบว่า ปราสาทศพเกิดขึ้นจากความเชื่อของคนเรา ซึ่งเกิดจากความเชื่อที่มาจากศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ คือเรื่องเขาพระสุเมรุอันเป็นแกนกลางของจักรวาล ซึ่งเป็นความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ ส่วนในทางพระพุทธศาสนาจะเป็นเรื่องพิธีกรรมของสงฆ์ สำหรับการทำปราสาทศพไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าเริ่มทำขึ้นเมื่อใด แต่หลักฐานเก่าแก่จากพงศาวดารโยนก พบว่า การใช้วิมานหรือบุษบก ซึ่งเป็นต้นแบบของปราสาทศพในปัจจุบัน มีขึ้นปลายสมัยราชวงศ์มังรายครองเมืองเชียงใหม่ แนวคิดเชิงวัฒนธรรมในการสร้างปราสาทศพของชาวพุทธล้านนา พบว่า จากเดิม งานศพเป็นของญาติมิตร หมู่บ้านและชุมชนทั้งหมด กลายเป็นงานศพของธุรกิจขายโลงขายปราสาทศพขายพวงหรีด ธุรกิจของกลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์ และกิจกรรมซื้อขายการจัดการพิธีกรรมพัฒนาการงานศพของชาวล้านนาในสังคมสมัยใหม่ โดยทั่วไปแล้ว ยังคงมีแนวโน้มการพัฒนารูปแบบ การท้าทาย การประชันขันแข่ง การย่อส่วน และการไม่กล้าปฏิเสธบรรทัดฐานหรือประเพณีเดิม อันเป็นลักษณะค่านิยมการใช้ปราสาทศพและลากปราสาทศพในการทำพิธีปลงศพอยู่รวมทั้งยังมีการตานตูบหรือทานเฮือนผีให้แก่ผู้ตายสืบมาจนถึงปัจจุบันความเชื่อเชิงวัฒนธรรมในการสร้างปราสาทศพของชาวพุทธล้านนา โดยเฉพาะด้านมรดกทางภูมิปัญญาของท้องถิ่น ซึ่งความเชื่อเช่นนี้กลายเป็นวัฒนธรรมของคนล้านนาตั้งแต่อดีตสืบมาจนถึงปัจจุบัน ด้านความกตัญญูกตเวที ชาวพุทธล้านนามีคติความเชื่อเชิงวัฒนธรรมที่ว่า การสร้างปราสาทศพให้แก่ผู้วายชนม์นั้น เป็นการแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวทิตาธรรม ตามหลักการแห่งพระพุทธศาสนา ด้านการยกย่องเชิดชูเกียรติ เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็แสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพชน ครั้นล่วงลับดับสังขารก็ยกย่องเชิดชูเกียรติ ซึ่งวัฒนธรรมของคนล้านนาเกี่ยวกับพิธีศพนั้นเป็นความเชื่อที่ฝังรากลึกในวิถีชีวิตของคนเมืองมานานนับร้อยปี เมื่อมีคนตายจะต้องจัดงานศพขึ้นเพื่อเป็นการไว้อาลัยแก่คนตายอย่างสมเกียรติ พิธีศพของคนล้านนาจะมีความแตกต่างจากพิธีศพของคนในภาคอื่น คือการจัดแต่งปราสาทใส่ศพประดับประดาด้วยดอกไม้สดหรือดอกไม้แห้งให้แลดูสวยงาม นัยว่าเพื่อเป็นการยกย่องผู้ตายให้ได้ขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์
การสร้างปราสาทศพจึงเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าในด้านความเชื่อและประเพณีที่มีการสืบทอดกันมาช้านานที่เกี่ยวข้องกับหลักความเชื่อด้านศาสนาในเรื่องของนรก สวรรค์ของคนล้านนา ที่สอดคล้องกับ พระครูอรัญเขตพิทักษ์ (2546) และ พระครูพิสุทธิ์พัฒนพิธาน(ประพันธ์ ภททสิริ) (2548) กล่าวถึงเชื่อเรื่องนรกและสวรรค์มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนตั้งแต่โบราณและเป็นความเชื่อที่ฝังแน่นมาช้านานแล้วแม้ชาวบ้านจะไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเองแต่ชาวบ้านก็ไม่กล้าลบหลู่ในเรื่องนรกและสวรรค์โดยอาศัยการผสมผสานกันระหว่างหลักธรรมพระพุทธศาสนากับความเชื่อถือดั้งเดิมที่ฝังลึกในจิตใจอย่างแนบแน่น ในส่วนของคุณค่าด้านเศรษฐกิจของปราสาทศพในปัจจุบัน มีส่วนสำคัญในสังคมเพราะเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจในระดับชุมชนก่อให้เกิดการสร้างอาชีพและรายได้แก่ชุมชน สอดคล้องกับพระมหาจรัญจิตฺตสํวโร (กันธิมา) (2553) กล่าวถึงแนวคิดเชิงวัฒนธรรมในการสร้างปราสาทศพของชาวพุทธล้านนาพบว่าจากเดิมงานศพเป็นของญาติมิตรหมู่บ้านและชุมชนทั้งหมดกลายเป็นงานศพของธุรกิจขายโลงขายปราสาทศพขายพวงหรีดธุรกิจของกลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์และกิจกรรมซื้อขายการจัดการพิธีกรรมพัฒนาการงานศพของชาวล้านนาในสังคมสมัยใหม่โดยทั่วไปแล้วยังคงมีแนวโน้มการพัฒนารูปแบบการท้าทายการประชันขันแข่งการย่อส่วน มีการสืบทอดจากเครือญาติการสร้างปราสาทศพในจังหวัดเชียงรายได้ผ่านกาลเวลามานับหลายสิบปี ความเชื่อเชิงวัฒนธรรมในการสร้างปราสาทศพของชาวพุทธล้านนาโดยเฉพาะด้านมรดกทางภูมิปัญญาของท้องถิ่นซึ่งความเชื่อเช่นนี้กลายเป็นวัฒนธรรมของคนล้านนาตั้งแต่อดีตสืบมาจนถึงปัจจุบันด้านความกตัญญูกตเวทีชาวพุทธล้านนา