ประวัติความเป็นมาของปราสาทศพ
หลักฐานกล่าวถึงการใช้ปราสาทในชนชั้นสูงว่าเป็นของที่นิยมทำมาเป็นเวลานานแต่โบราณแล้วดังที่ปรากฏในสาส์นสมเด็จตอนหนึ่งว่าลุจุลศักราช940ปีขาลสัมฤทธิศกเดือนอ้ายขึ้น12ค่ำนางพระยาวิสุทธิเทวีผู้ครองนครพิงค์เชียงใหม่ถึงแก่พิราลัยพระยาแสนหลวงแต่งการศพทำเป็นพิมานบุษบกตั้งบนหลังนกหัสดินทร์ขนาดใหญ่เคลื่อนด้วยเลื่อนแม่สะดึงเชิญหีบพระศพขึ้นไว้ในบุษบกกั้นแล้วฉุดชักไปด้วยแรงคชสารเจาะกำแพงเมืองออกไปทุ่งวัดโลกแล้วก็ทำฌาปนกิจถวายเพลิงณที่นั้นเผาทั้งรูปสัตว์และวิมานที่ตั้งศพนั้นด้วยจึงเป็นธรรมเนียมในการปลงศพเจ้าผู้ครองนคร เช่นนี้สืบมา ( สาส์นสมเด็จ.ฉบับที่10 และ ฉบับที่17, อ้างใน พระมหาจรัญ จิตฺตสํวโร, 2553) ได้กำหนดปราสาทศพสำหรับประชาชนธรรมดาว่า การทำปราสาทอาจมีพื้นฐานความเชื่อมาจากหลักการของพุทธศาสนาเป็นหลักในบางส่วนอาจถือคติของไตรภูมิอันมีระบบจักรวาลเป็นแกนกลางหรืออาจถือตามระบบความเชื่อท้องถิ่นเช่นเรื่องของการนับถือผีในกลุ่มคนชนบทเป็นต้นแต่การใช้ปราสาทศพในจังหวัดเชียงใหม่นั้นไม่สามารถสืบพบและระบุได้แน่นอนว่าเริ่มทำขึ้นเมื่อใดดังคำบอกเล่าของอภิธานสมใจซึ่งเป็นผู้มีความรู้และเชี่ยวชาญเกี่ยวกับปราสาทศพกล่าวว่า...การทำปราสาทศพนั้นไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าเริ่มทำขึ้นเมื่อใดแต่มีหลักฐานเก่าแก่ที่กล่าวถึงการใช้วิมานพิมานหรือบุษบกยังคงเป็นต้นแบบของปราสาทศพในปัจจุบันเมื่อระบบการปกครองประเพณีวัฒนธรรมความเชื่อค่านิยมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปจึงมีการนำเอาวิมานพิมานหรือบุษบกมาใช้ในพิธีกรรมปลงศพของพระภิกษุและเจ้านายซึ่งเรียกว่าปราสาทและต่อมาเมื่อแพร่หลายไปสู่ชาวบ้านสามัญชนจึงเรียกกันว่าปราสาทศพ...จากคำบอกเล่าของผู้ประกอบอาชีพการทำปราสาทศพกล่าวในลักษณะเดียวกันว่า...การทำปราสาทศพนั้นมีการทำมานานแล้วกว่า50-60ปีโดยเริ่มพบเห็นการทำสำหรับพระสงฆ์ต่อมาจึงเริ่มทำสำหรับเจ้านายชั้นสูงคหบดีผู้มีฐานะและแพร่หลายในกลุ่มคนทั่วไปโดยเฉพาะคนเมืองหรือคนพื้นเมืองเชียงใหม่ดังที่เห็นในสรวงสวรรค์สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นเรื่องของความเชื่อความศรัทธาอันส่งผลไปถึงการปัจจุบัน